|
สรุปผลการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม (02/01/51)
แนวเส้นทางโครงการ
จากการศึกษาเหมาะสมทั้งด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้างโครงการ ทำให้สามารถได้แนวเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดในทุกด้าน โดยทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน-นครสวรรค์ จะมีระยะทางประมาณ 206 กิโลเมตร ดังนี้
- แนวเส้นทางตัดใหม่ช่วงต้น จุดเริ่มต้นโครงการจะเบี่ยงออกจากถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก ไปทางด้านทิศตะวันออก บริเวณบ้านคลองสอง อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระยะทาง 10.1 กิโลเมตร
- แนวเส้นทางช่วงกลางใช้เขตทางหลวงหมายเลข 32 โดยจะเบี่ยงเข้าใช้เขตทางของทางหลวงหมายเลข 32 หรือทางหลวงสายเอเชีย บริเวณบ้านหว้า อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปจนถึงบ้านดอนเดื่อ อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ระยะทาง 135.5 กิโลเมตร
- แนวเส้นทางตัดใหม่ช่วงปลาย จะอ้อมผ่านตัวอำเภอเมืองนครสวรรค์ไปทางด้านตะวันตก โดยมีจุดสิ้นสุดของโครงการบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 117 บริเวณบ้านบึงน้ำใส อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ระยะทาง 60.5 กิโลเมตร
รูปแบบเบื้องต้น
(1) แนวเส้นทางตัดใหม่ ได้แก่
- เส้นทางช่วงต้นโครงการ ระยะทาง 10.1 กิโลเมตร ออกแบบเป็นถนนขนาด 8 ช่องจราจร

- เส้นทางช่วงปลายโครงการ ระยะทาง 60.5 กิโลเมตร ออกแบบเป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร

โดยแยกทิศทางการจราจร และจัดให้มีพื้นที่กันชน (Buffer Zone) ระหว่างช่องจราจรบริเวณติดแนวเขตทางเป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้ทั้ง 2 ข้างทาง เพื่อให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงามและช่วยรักษาสภาพแวดล้อม เพราะต้นไม้จะช่วยลดมลภาวะทางเสียงและทางอากาศ
(2) แนวเส้นทางบนเขตทางของทางหลวงหมายเลข 32 ระยะทาง 135.5 กิโลเมตร
ออกแบบเป็นทางหลวงพิเศษขนาด 6 และ 8 ช่องจราจร พร้อมทางหลวงแผ่นดินทดแทน ขนานกับทางหลวงพิเศษตลอดเส้นทาง และจัดจราจรแบบทิศทางเดียวกับทางหลวงพิเศษ พร้อมจุดกลับรถอย่างเพียงพอสำหรับการจราจรท้องถิ่นและผู้ที่ไม่ต้องการใช้ทางหลวงพิเศษ

ศูนย์บริการทางหลวงและบริการทางหลวง
ศูนย์บริการทางหลวง เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้เดินทางระยะไกล จะมีอยู่ 2 แห่ง คือ บริเวณแยกเข้าจังหวัดลพบุรี (กม. ที่ 68 ของฝั่งขนล่องเข้ากรุงเทพฯ และ กม. ที่ 72 ของฝั่งขาขึ้นไปนครสวรรค์) และบริเวณเลยทางแยกทางหลวงหมายเลข 333 (แยกเข้าจังหวัดอุทัยธานี) (กม. ที่ 169) และมีสถานีบริการทางหลวง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าศูนย์บริการทางหลวง ตั้งอยู่ที่บริเวณพื้นที่ศูนย์บริการทางหลวงเดิมที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาทด้วย

การเชื่อมต่อโครงข่ายทางหลวง
เนื่องจากแนวเส้นทางมีทั้งช่วงที่ตัดแนวถนนใหม่และแนวซ้อนทับบนทางหลวงหมายเลข 32 จึงได้มีการศึกษารูปแบบทางแยกต่างระดับที่เหมาะสมสำหรับแนวเส้นทางช่วงที่ตัดใหม่ และพิจารณาในการปรับปรุงทางแยกต่างระดับเดิมบนทางหลวงหมายเลข 32 ให้สอดคล้องกับรูปแบบทางหลวงพิเศษที่จะเกิดขึ้น ดังนี้
ที่ |
ทางแยกต่างระดับ |
การเชื่อมต่อโครงข่ายทางหลวง |
1 |
ทางแยกต่างระดับบางปะอิน |
เชื่อมต่อกับทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา |
2 |
ทางแยกต่างระดับอยุธยา (ปรับปรุง) |
เชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 309 |
3 |
ทางแยกต่างระดับบางปะหัน |
เชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 347 |
4 |
ทางแยกต่างระดับอ่างทอง (ปรับปรุง) |
เชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 3267 |
5 |
ทางแยกต่างระดับสิงห์บุรี-1 |
เชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 311 |
6 |
ทางแยกต่างระดับสิงห์บุรี-2 |
เชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 325 |
7 |
ทางแยกต่างระดับอินทร์บุรี |
เชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 11 |
8 |
ทางแยกต่างระดับชัยนาท (ปรับปรุง) |
เชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 1 |
9 |
ทางแยกต่างระดับอุทัยธานี |
เชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 333 |
10 |
ทางแยกต่างระดับนครสวรรค์-1 |
เชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 1 |
11 |
ทางแยกต่างระดับนครสวรรค์-2 |
เชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 117 |
|
สำหรับทางหลวงที่มีปริมาณจราจรค่อนข้างมากและเป็นโครงข่ายที่สำคัญในการเชื่อมต่อกับชุมชน ได้พิจารณาให้มีสะพานข้ามทางแยก ซึ่งเป็นสะพานทางหลวงสายรองข้ามทางหลวงพิเศษ
มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของประชาชน
โครงการยังให้ความสำคัญกับผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ครอบคลุมทั้งทางด้านกายภาพ ชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณภาพชีวิต โดยได้จัดเตรียมมาตรการในการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในระยะเตรียมการก่อสร้าง ระยะก่อสร้าง และระยะการดำเนินการเปิดใช้งานทางหลวงพิเศษ โดยเฉพาะมาตรการที่สำคัญ อาทิ
ด้านการแบ่งแยกชุมชน
เนื่องจากทางหลวงพิเศษมีการควบคุมทางเข้า-ออกอย่างสมบูรณ์ ซึ่งกำหนดทางเข้า-ออก ในตำแหน่งที่สำคัญๆ เท่านั้น จึงจำเป็นที่ต้องมีทางข้ามหรือทางลอดอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะบริเวณชุมชนเพื่อให้เกิดความสะดวกและปลอดภัยในการติดต่อของชุมชน ประกอบด้วย
- จุดกลับรถ ได้แก่
- ทางกลับรถใต้สะพานทางหลวงพิเศษที่ยกระดับข้ามทางรถไฟและแม่น้ำลำคลอง
- วงเวียนกลับรถปลายสะพานข้ามทางหลวงพิเศษ
- สะพานกลับรถเป็นสะพานกลับรถเกือกม้า
- ทางลอด ซึ่งเป็นทางลอดสำหรับรถยนต์และคนเดินลอดในบริเวณพื้นที่ชุมชน
- สะพานลอย เป็นสะพานลอยสำหรับรถจักรยานยนต์และคนเดินข้ามบริเวณสถานที่เหมาะสม เช่น ศาสนสถาน โรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ราชการ พื้นที่ชุมชน เป็นต้น
ด้านเศรษฐกิจ-สังคม
ในการบรรเทาปัญหาการสูญเสียที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปัญหาความขัดแย้ง ความเดือดร้อนรำคาญ ผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ การเสียโอกาสในการพัฒนาที่ดิน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าท้องถิ่นสองข้างทาง ได้เตรียมมาตรการรองรับที่สำคัญ ดังนี้
- ประสานกับหน่วยงานท้องถิ่นทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อแจ้งแผนงานอย่างน้อย 1 เดือน
- แจ้งให้ชุมชนทราบล่วงหน้าโดยผ่านผู้นำชุมชน อย่างน้อย 2 สัปดาห์
- หากมีการร้องเรียนของประชาชนว่าการก่อสร้างโครงการก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคจะต้องรีบดำเนินการแก้ไขในทันที
- ทุกครั้งที่มีเรื่องร้องเรียน ผู้รับเหมาต้องส่งวิศวกรหรือหัวหน้างานแก้ไขตรวจสอบและแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
- ตั้งหน่วยประชาสัมพันธ์และรับเรื่องราวร้องทุกข์ที่หมวดการทางและแขวงการทาง
ด้านการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม
เนื่องจากแนวเส้นทางของโครงการ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซากและได้รับความเสียหายอยู่เป็นประจำ โครงการจึงมีมาตรการที่สำคัญคือ
- ออกแบบให้มีท่อลอดทุกๆ 1 กิโลเมตร เพื่อให้น้ำสามารถไหลผ่านได้สะดวก
- บริเวณแนวเส้นทางตัดผ่านแม่น้ำ คูคลองธรรมชาติ และคลองชลประทาน ดำเนินการออกแบบเป็นสะพานข้าม
ด้านการจราจร
ในการก่อสร้างโครงการ อาจมีการกีดขวางการจราจร โดยเฉพาะช่วงที่ตัดผ่านทางเข้า-ออกถนน บริเวณจุดเริ่มต้นของโครงการ จุดที่เบี่ยงมาใช้เขตทางของทางหลวงหมายเขต 32 และช่วงปลาย รวมทั้งปริมาณจราจรที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมการก่อสร้างและการขนส่ง จึงได้จัดเตรียมมาตรการที่สำคัญ ได้แก่
- จัดให้มีแผนการจัดการด้านการจราจรช่วงจุดเริ่มต้น และช่วงที่เบี่ยงมาใช้ทางหลวงหมายเลข 32
- ก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 32 ทดแทนให้แล้วเสร็จ ก่อนดำเนินการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 32 เดิมให้เป็นช่องทางของทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง
- จัดให้มีป้ายประชาสัมพันธ์ก่อนเริ่มก่อสร้างอย่างน้อย 1 เดือน
- จัดทำทางเบี่ยงให้แล้วเสร็จก่อนดำเนินการก่อสร้างโครงการ
ตลอดการศึกษาโครงการที่ผ่านมา ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสัมมนาปฐมนิเทศโครงการ การเข้าพบหารือและประชุมกลุ่ม/องค์กรบริเวณแนวเส้นทางของโครงการในพื้นที่ศึกษา การประชุมกลุ่มประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากโครงการเพื่อหารือเกี่ยวกับการลดผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม การสัมมนาสรุปผลการคัดเลือกแนวเส้นทางเลือกที่เหมาะสม และสุดท้ายคือ การสัมมนาสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมฯ ของโครงการ เพื่อนำความคิดเห็นที่ได้รับมาปรับปรุงการศึกษาให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด
ผลการวิเคราะห์โครงการและการดำเนินงานในอนาคต
นอกเหนือจากการพิจารณาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีการพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุน โดยการวิเคราะห์ดัชนีตัวชี้วัดต่างๆ ทางเศรษฐศาสตร์ ด้วยการกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสม คือ
- มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value : NPV) ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 0
- อัตราส่วนระหว่างมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (Benefit Cost Ratio : B/C Ratio) ต้องมากกว่า 1
- อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโครงการ (Economic Internal Rate of Return : EIRR) ต้องมากกว่า 12%
- อัตราผลตอบแทนในปีแรก (First Year Rate of Return : FYRR) ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 12%

โดยแผนการก่อสร้างได้แบ่งการก่อสร้างโครงการ ออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรกก่อสร้างจากจุดเริ่มต้น บริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาถึงจังหวัดอ่างทอง ระยะทาง 53.5 กิโลเมตร และจากนั้นจึงจะก่อสร้างช่วงจากจังหวัดอ่างทอง ถึงจังหวัดนครสวรรค์ อีก 152.6 กิโลเมตร ซึ่งภายหลังการศึกษาความเหมาะสมฯ ของโครงการ จะมีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้
ศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม

อนุมัติรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เสนอกระทรวงคมนาคม สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี อนุมัติดำเนินโครงการ

ออกแบบรายละเอียด

ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน

จัดทำผังเขตทางและสำรวจรายละเอียดอสังหาริมทรัพย์

จัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดิน

จัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อควบคุมงาน

จัดจ้างผู้รับเหมาก่อสร้าง

ดำเนินการก่อสร้าง

เปิดการจราจรและดำเนินงาน ช่วงพระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง

เปิดการจราจรและดำเนินงาน ช่วงอ่างทอง-นครสวรรค์
ผลการวิเคราะห์โครงการด้านเศรษฐศาสตร์กรณีฐาน (Base Case)
ตัวชี้วัด |
ผลลัพธ์ |
มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) |
9,641 ล้านบาท |
อัตราส่วนระหว่างมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (B/C Ratio) |
1.95 |
อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโครงการ (EIRR) |
19.45% |
อัตราผลตอบแทนในปีแรก (FYRR) |
11.61% |
|
สรุปได้ว่า โครงการมีความเหมาะสมในการลงทุน
ผลการศึกษาโครงการทำให้กรมทางหลวงมั่นใจว่า ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน-นครสวรรค์ เป็นทางหลวงที่มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้การจราจรในบริเวณพื้นที่โครงการมีความสะดวกรวดเร็วขึ้นแล้ว ที่สำคัญคือ เป็นเส้นทางที่สนับสนุนการกระจายความเจริญและการพัฒนาไปสู่ภูมิภาค สอดคล้องกับยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของประเทศที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและการขนส่งของอินโดจีน อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
|